ประวัติความเป็นมา





การทำขนมไทย ในอดีต ต้องใช้เวลามาก ทุกขั้นตอน มีการประดิดประดอยปั้นแต่งด้วยมือ อาศัยกรรมวิธีธรรมชาติ ช่วยเพิ่มสีสัน และความหอม ให้ขนมไทยสวยงาม น่ารับประทานยิ่งขึ้น แต่มีขนมไทยบางชนิด ต้องอาศัยการผ่านความร้อนจากเตา เพื่อช่วยให้ขนมสุก มีรสชาติหอมหวาน และเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ “ขนมบ้าบิ่น” ที่ผิวด้านบน และก้นจะเกรียมเหลือง แต่ข้างในจะนุ่มเหนียวอร่อย และเป็นอีกหนึ่ง “ช่องทาง ทำกิน” “ขนมบ้าบิ่น” มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาเพิ่มคุณค่า และประโยชน์ ให้กับผู้ที่ชอบรับประทานขนมบ้าบิ่น อย่างที่ เอ๋-พิกุล วัยยาว นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คิดทำ “ขนมบ้าบิ่นธัญพืช” เอ๋บอกว่า ขนมบ้าบิ่นเป็นขนมไทยโบราณที่นิยมรับประทานกันทุกเทศกาล ซึ่งแนวคิดทำบ้าบิ่นธัญพืช มาจากการที่เล็งเห็นว่า ขนมไทย โดยเฉพาะ ขนมบ้าบิ่น จะมีส่วนผสมของแป้ง และมะพร้าว เป็นหลัก โดยจะได้คุณค่า ทางโภชนาการไม่ครบถ้วน จึงได้คิดที่จะเพิ่มคุณค่าทางอาหาร ด้วยการเพิ่ม “ธัญพืช” ลงไป ได้แก่ งาดำ, งาขาว, ลูกเดือย โดยในงาดำ และงาขาว มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง กรดนี้จะช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอ รอล ไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็ง ป้องกันโรคหัวใจ อุดมไปด้วยวิตามินบี, บี 1, บี 2 ช่วยบำรุงประสาท มีวิตามินอี ทำให้ร่างกายสดชื่น ถ้าบริโภคเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงกระดูก ป้องกันท้องผูก ขณะที่ลูกเดือยนั้นเป็นอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายสูง จึงมีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง และยังมีโปรตีนสูงเทียบเท่าโปรตีนที่ได้จาก ข้าวโอ๊ต
ประวัติความเป็นมา วัสดุอุปกรณ์ ส่วนผสม ขั้นตอนการทำ คุณค่าทางโภชณาการ Gallery